รู้จัก ประเพณีแห่นางแมว

รู้จัก ประเพณีแห่นางแมว

ประเพณีแห่นางแมวเป็นประเพณีของชาวอีสาน ที่จัดขึ้นเพื่อขอฝน เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาชาวไร่ ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำจำนวนมากในการเพาะปลูก ดังนั้นหากฝนที่เคยตกตามฤดูกาลไม่ตก ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวเกษตรกร จึงได้มีพิธีนี้ขึ้นมา เพื่อขอฝน

คนไทยเชื่อว่าฝนตกลงมาเพราะเทวดา เมื่อฝนไม่ตกเราจึงทำพิธีขอฝนจากเทวดา โดยในพิธีมีขบวนแห่นั้น จะนำแมวสีสวาท ซึ่งมีความเชื่อว่าให้ใช้สัตว์ที่มีสีเดียวกับเมฆ และคนไทยยังเชื่ออีกว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ จึงจะทำให้ฝนตกลงมาได้  ในขบวนแห่ผู้หญิงที่เข้าร่วมพิธีแห่ต้องผัดหน้าขาว ทัดดอกไม้ดอกโต ๆ ร่วมกันร้องรำทำเพลงที่สนุกสนานเฮฮา

สิ่งที่ต้องใช้ในการเดินขบวนมีดังนี้

  1. แมวสีสวาทหรือแมวสีดำ 2. กระบุง กะทอหรือเข่งที่มีฝาปิด  3. ดอกไม้ 5 คู่   4. เทียน 5 คู่   5. ไม้สำหรับหาม

การแห่นางแมวนั้นจะให้คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน แต่งตัวสวยงาม เมื่อได้เวลาพลบค่ำก็เริ่มขบวน แห่ โดยก่อนการแห่ต้องให้ผู้เฒ่าพูดกับแมวขณะเอาลงกะทอว่า นางแมวเอย …นางแมวขอฟ้าขอฝน ให้ตกลงมาด้วย นะ จากนั้นจึงเดินขบวนไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อให้เจ้าของบ้านทุกบ้านสาดน้ำให้แมวร้อง เพราะเมื่อแมวร้อง แล้วฝนจะตกลงมา ซึ่งประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เก่าแกมาช้านาน ปัจจุบันไมค่อยมีให้เห็นกันแล้ว นับว่าเป็นประเพณีที่ หาได้ยาก และเริ่มเลือนหายไปจากชาวไทยแล้ว  และถ้าที่ไหนยังคงมีประเพณีนี้ก็ขอให้มีสืบต่อไป เพื่อให้ ลูกหลานได้รู้จักประเพณีไทยที่เก่าแก่เช่นนี้ต่อไป

ดังนั้นแล้ว หากใครที่อยากจะสัมผัสประเพณีที่ปัจจุบันนับว่าหาได้ยากแล้ว เราแนะนำให้มาตาม แถบหมู่บ้านอีสานในช่วงหน้าแล้ง เพราะชาวบ้านจะเริ่มทำพิธีแห่นางแมว  รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอความกรุณาทุกท่านช่วยกฏระเบียบ ขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด อะไรที่เป็นข้อห้าม กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามก็อย่าไปละเมิด เพราะนั้นเท่ากับว่าคุณกำลังไม่ให้เกียรติสถานที่   และพิธีนั้นๆอยู่  ยังไงก็ช่วยๆกันอนุรักษ์และรักษาประเพณีที่ดีงามเหล่านั้นเอาไว้ ก็ไม่เสียหาย จริงมั้ย

หันมาเที่ยวไทย จับจ่ายใช้สอย รับรองว่าในประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมาก ประเพณีที่น่าค้นหาอีกเยอะ ที่คุณยังไม่ได้ไปสัมผัส รับรองเลยว่าสวยงามตระการตาไม่แพ้ต่างประเทศแน่นอน  และที่สำคัญเมื่อไปแล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดคนรอบข้างกันด้วยนะ

 

วัฒนธรรมทานหมากพลู

วัฒนธรรมทานหมากพลู

ในอดีตการทานหมากถือวัฒนธรรมการกินหรือแฟชั่นของหนุ่มสาวสมัยนั้น ด้วยความเชื่อว่า คนที่มีฟันดำหมายถึง คนหล่อ คนงาม  อีกทั้งการเคี้ยวหมากยังช่วยสร้างความเพลิดเพลิน วันไหนที่ไม่ได้เคี้ยวหมากก็จะพาลให้หมดเรี่ยวหมดแรงไปซะยังงั้น นั่งง่วงง่าวหาวนอนกันไปเลย แต่สมันนี้คนที่นิยมกินหมากจะเหลือแค่ในหมู่ผู้สูงอายุ หรือใช้สำหรับของที่ใช้ในการประกอบพิธีสำคัญๆ อาทิ การตั้งพิธี การไหว้ศาลพระภูมิ การทำขวัญหรือสู่ขวัญเท่านั้น

สมัยนั้น ใครๆ ต่างก็มีหมากพลูเอาไว้ติดตัวเสมอ  พกติดตัวไปไหนมาไหนกันแทบทุกคน หากอยากทานหมากพลูเมื่อไรก็หยิบขึ้นมาได้เลย หรือยื่นให้เพื่อนเคี้ยวด้วยกันยิ่งสนุก นอกจากนั้น หมากพลูในอดีตจึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพนับถือ มิตรภาพ  เห็นได้จากภาพวาดที่ฝาผนังวัดโบราณๆต่างๆ จะเห็นภาพของผู้คนมากมายนั่งล้อมกันทานหมากพลู  หรือนิยมใช้ประกอบในพิธีสำคัญๆ แม้แต่สถาบันกษัตริย์เอง ก็มีเครื่องใส่หมากพลูอยู่ด้วยในเครื่องบรมราชาภิเษก จึงอาจกล่าวได้ว่า หมากพลูนั้นเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นที่นิยมชมชอบของชนชั้นสูงไล่ไปจนถึงประชาชนคนธรรมดาเลย

เชี่ยนหมากหรือที่ใส่หมากพลู ในอดีตเปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้ต้อนรับแขก ใครไปใครมาเจ้าของบ้านก็จะต้องหยิบยื่นหมากพลูที่ม้วนไว้ให้ หากเป็นผู้มีอาวุโสกว่า แต่ถ้าแขกมีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่าจะนิยมยื่นเชี่ยนหมากให้แทน นับเป็นการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่างเจ้าของบ้านกับแขกเป็นอย่างดี

อีกประการคือ เชี่ยนหมากใช้เป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม ยศถาบรรดาศักดิ์สูงของคนนั้นๆว่ามียศสูงแค่ไหน หากใครสงสัยก็ดูได้จากวัสดุที่ทำเชียนหมาก หากเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจะเป็นเชี่ยนหมากไม้ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่หากมีตำแหน่งใหญ่โต เชี่ยนหมากมักจะทำจากไม้แกะสลัก  ทองเหลือง   เงิน แต่ถ้าชนชั้นกษัตริย์ก็จะนิยมเป็นทองคำแทน

วิธีการจีบหมากพลูในสมัยก่อน  เริ่มจากตักปูนออกจากเต้าปูน แล้วป้ายลงบนใบพลู ตามด้วยชิ้น  หมากบางๆ จะเป็นหมากสด หมากแห้งก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน  หลังจากนั้นมวนใบพลูให้เป็นรูป  กรวยเล็กๆ แล้วเอาใส่ปากเคี้ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำหมากจืด หมดรสชาติจึงคายทิ้งแล้วมวนใหม่ทำแบบเดิม เรียกว่าเพลิดเพลินกันไม่น้อยเลย

แต่แล้ววัฒนธรรมการกินหมากของไทยก็ถูกสั่งห้ามสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม  โดยมีการประกาศห้ามขายหมากพลู  เนื่องจากต่างชาติมองว่าการกินหมากจนปากแดง ดูเลอะเทอะ ไม่สุภาพ เป็นภาพที่ไม่งามตา  รัฐบาลจึงต้องการให้ต่างชาติมองว่าสยามของเรา มีความเป็นอารยะชน จึงได้ประกาศห้ามกินหมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ของที่ต้องใช้ในพิธีเบิกบายศรี

พิธีบายศรีนั้นมีขั้นตอนที่ค่อนข้างจะยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว ตั้งแต่การเตรียมการและเตรียมสิ่งของในพิธีกรรมต่าง ๆ การทำตัวบายศรีเองก็ยุ่งยากกันไม่น้อยเลย และพิธีเบิกบายศรีก้เช่นกัน สำหรับใครที่จะทำพิธีเบิกบายศรี แล้วอาจสับสนของที่ต้องเตรียม เพราะค่อนข้างที่จะต้แงเตรียมอุปกรณืมากมายเลยสำหรับการทำพิธี บทความนี้จะสามารถช่วยท่านเตรียของที่ต้องใช้ในพิธีบายศรีได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามอ่านกันได้ที่ด้านล่างนี้กันเลย

บายศรี-27gif

สิ่งของจำเป็นที่ต้องเตรียมเพื่อการทำพิธีเบิกบายศรีมี ดังนี้

  • ขันไว้สำหรับใส่น้ำมนต์
  • ขันไว้สำหรับใส่ชข้าวสาร
  • มะพร้าอ่อน 1 ผล
  • กล้วย
  • ผลไม้ชนิดอื่น ๆ
  • ขนมต้มแดง ขนมต้มขาวและขนมทอง
  • แว่นเทียนกับเทียนแท้
  • ธูปหอม
  • ไฟแช็ค
  • หมาก ๙ ลูก
  • ใบพลู ๙ ใบ
  • สำรับที่จัดไว้โดยมีหมาก พลูและยาสูบพร้อมเอาไว้
  • ข้าวตอกและดอกไว้ไว้เพื่อใช้สำหรับการโปรย
  • มีดใช้ปอกมะพร้าว
  • ช้อนตักขนมหวาน
  • แป้งเจิม
  • น้ำเปล่า ๒ ชุด ชุดหนึ่งไว้เพื่อถวายครู แลอีกชุดนั้นเตียมไว้เพื่อเจ้าพิธี

สำหรับสิ่งของจำเป็นทั้ง ๑๗ ข้อด้านบนก็เป็นสิ่งของที่ทำให้พิธีดำเนินไปได้ถูกต้องไม่สดุดแล้ว ถือเป็นสิ่งของหลักในงานพิธีเบิกบายศรี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับในบางที่หรือบางพิธีอาจมีความแตกต่างกันออกไป อาจจะต้องมีการเพิ่มสิ่งของบางอย่างเข้ามาอีก แต่โดยรวมเพียง ๑๗ อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นก็น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ตามพิธีแล้ว

ส่วนตำแหน่งของสิ่งของจำเป็นของพิธีเบิกบายศรีที่กล่าวไปแล้วถึง ๑๗ อย่างนั้นควรจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่อยู่ด้านหน้าของตัวบายศรีหลักในพิธีเบิกบายศรี ส่วนตัวขันที่เอาไว้ใส่ข้าวสารเองก็มีไว้เพื่อการนำไว้ปักธูปหอม เทียนแท้ แว่นเทียนและการใส่ของปลุกเสกต่าง ๆ ขันสำหรับใส่น้ำมนต์ก็เอาไว้เพื่อใส่น้ำมนต์ที่จะต้องนำมาพรมในพิธีเบิกบายศรีนี้ ส่วนใบพลูนั้น จะเอามาเพื่อจุ่มน้ำมนต์จะได้เอาไปพรมน้ำมนต์ได้ทั่ว เอาไว้ดับไฟอย่างเทียนหรืออาจเป็นกรณีที่คาดฝันเกิดขึ้นเช่น บายศรีใหม้จะได้ใช้ใบพลูนี้ช่วยดับไฟลงได้ก่อนจะลุกลามเสียหายใหญ่โต

การเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับพิธีเบิกบายศรีนั้นช่วยให้ผู้ทำพิธีทำพิธีได้อย่างลื่นไหลและไม่สดุด ทำให้พิธีเบิกบายศรีนั้นส่งผลที่ดีต่อผู้เข้าร่วมพิธีได้ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลเหล่านี้ให้ดีและเพรียบพร้อมไม่ว่าจะทั้งการสืบค้น เสาะหาข้อมูลจากตัวบุคคลที่รู้จักและมีประสบการณ์มากมาย ทั้งจากอินเทอร์เน็ตเองก็ส่งผลดีให้ผู้จัดเตรียมได้ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

ความหมายของชั้นบายศรี

เรามักจะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของบายศรีที่จะใช้สำหรับในพิธีกรรมต่าง ๆ ว่าแต่ละพิธีนั้นพานบายศรีเองจะมีจำนวนชั้นที่มีความแตกต่างกัน จริง ๆ แล้วจำนวนชั้นของพานบายศรีนั้นก็มีความหมายสื่อมาหลายอย่างทีเดียว เวาลาจะทำพานบายศรีคนทำพานบายศรีเองจึงต้องศึกษาและรู้จักว่าเจ้าของขวัญนั้นเป็นใคร และเป็นอย่างไร ลักษณะของพิธีเป็นอย่างไร สำหรับที่กำลังสงสัยว่าพานบายศรีที่มีจำนวนชั้นที่แตกต่างกันนั้นมีความหมายอย่างไรหรือใครก็ตามที่กำลังหาความรู้ว่าควรทำพานบายศรีให้มีกี่ชั้นดีสามารถหาข้อมูลได้ตามด้านล่างนี้เลย

 พานบายศรี 3 ชั้น

        สำหรับตัวพานบานศรีที่มี 3 ชั้นนั้นจะแสดงถึงการเคารพตัวแทนศาสนา ถ้าเป็นในศาสนาพุทธนั้นจะเป็นการแสดงถึงการเคารพพระรัตนตรัยทั้ง 3 ซึ่งก็ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นั่นเอง แต่ถ้าในศาสนาพราหมณ์ก็จะเป็นการแสดงถึงการเคารพถึงเทพเจ้าทั้ง 3 ของศาสนาฮินดู คือ พระศิวะ พระนารายณ์และพระพรหมนั่นเอง

พานบายศรี 5 ชั้น

       สำหรับตัวพานบายศรีที่มี 5 ชั้น จะเป็นพานบายศรีที่มีการระลึกถึง ขันธ์ 5 หรือที่เรียกกันว่า เบญจขันธ์ ซึ่งก็ได้แก่  รูป เวทนา สังขาร สัญญา และวิญญาณ นั่นเอง

พานบายศรี 7 ชั้น

      สำหรับตัวพานบายศรีที่มี 7 ชั้น จะเป็นบายศรีที่ไว้เป็นเพื่อการระลึกถึง โพชฌงค์ 7 ซึ่งก็คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้นั่นเอง โดยโพชฌงค์ 7 ประกอบไปด้วย สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา กล่าวว่าจะตรัสรู้ได้นั้นก็ต้องมีองค์ประกอบทั้ง 7 เหล่านี้

พานบายศรี 9 ชั้น

         สำหรับตัวพานบายศรีทีทมี 9 ชั้นนี้มักเชื่อกันว่าจะเป็นมงคลสูงที่สุดแล้ว เพราะถือเคล็ดที่ว่าเลข 9 เป็นเลขมงคลที่จะแสดงถึงความก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน และเพื่อเป็นการแสดงถึงการระลึกถึงคุณของพระเจ้า 9 ประการหรือที่เรียกว่าพุทธคุณ 9 นั่นเอง ซึ่งพุทธคุณ 9 นี้ก็ได้ประกอบไปด้วย อรหัง, สัมมาสัมพุทโธ ,วิชชา จรณสัมปันโน ,สุคโต ,โลกวิทู ,อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ ,สัตถา เทวมนุสสานัง ,พุธโธ และภคว นั่นเอง

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นกันแล้วว่าตัวบายศรีเองนั้นมีจำนวนชั้นที่ไม่แน่นอน การใช้งานในพิธีที่แตกต่างกันทำให้ต้องใช้บายศรีคนละประเภทแม้บางงานอาจจะใช้บายศรีที่เป็นประเภทเดียวกันได้ แต่จำนวนชั้นก็อาจจะไม่เท่ากันอีกก็ได้ อย่างไรก็ตามบายศรีที่มีจำนวนชั้นมากกว่า 9 ชั้นก็มีอยู่เช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีปรากฎให้เห็นโดยทั่วไปกันมากนัก ซึ่งก็แล้วแต่การประดิษฐ์และความหมายของบายศรีที่ต้องการจะสื่อด้วยนั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของพิธีบายศรีสู่ขวัญ

วัฒนธรรมบายศรีนั้นมีมายาวนานแล้ว โดยถูกสืบทอดมาอย่างยาวนานแบบรุ่นสู่รุ่น แต่จุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถที่จะติดตามได้ที่บทความนี้เลย

ในอดีตได้มีการเล่าขานกันว่าพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมิได้เป็นคนนำประเพณีบายศรีนี้เข้าสู่ประเทศของเรา มีหลักฐานเป็นหนังสือในสมัยพระเจ้าอู่ทองได้มีการเขียนถึงบายศรีไว้ โดยมีใจความประมาณว่า บายนั้นมีความหมายว่าข้าวในภาษาเขมร ข้าวขวัญ คือ ข้าวที่มีการปรุงอย่างดี เหมาะแก่การบูชาเทวดาทั้งหลาย สำหรับบายศรีนัน้ จะมีความเชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมที่มีการเรียกเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในการเป็นสักขีพยานในพิธี และมักเชื่อกันว่าข้าวที่มีสีสะดุดตาจะดึงดูดเทวดา เวลาทำพิธีจึงมักมีกี่ย้อมสีข้ามตามองค์เทวดาทั้งหลายด้วยนั่นเอง นอกจากจะเป็นพิธีที่เชื่อกันว่าจะนำพาแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต อย่างเช่นเทวดาด้วยแล้วนั้น ยังมีความเชื่อกันอีกด้วยว่าจะมีการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้ออกไป จากการสังเกตุถึงประเพณีต่าง ๆ ได้พบว่าประเพณีบายศรีสู่ขวัญในประเทศไทยนั้นมีความคล้ายคลึงทีเดียวกับประเพณีทางทมิฬ ทั้งในเรื่องของจุดประสงค์ของการทำพิธีกรรม สิ่งของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่จัดใส่ในพานบายศรี การตกแต่บายศรีต่าง ๆ นี่จึงเป็นข้อสัณนิษฐานที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พิธีบายศรีสู่ขวัญนี้เราได้รับมาจากพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมินั่นเอง แต่ในไทยเองนั้นก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตกแต่งพานบายศรีให้เป็นงานประดิษฐ์จากวัสดุทางธรรมชาติโดยประยุกเข้ากับศิลปะในไทยมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันนั้นก็ยังคงมีการสืบทอดประเพณีบายศรีสู่ขวัญนี้กันอยู่ให้เห็น เป็นความเชื่อที่ว่าทุกคนที่เกิดมาจะมีขวัญประจำตัว จึงต้องมีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญมา มักมีความเชื่อกันว่าเมื่อเรามีขวัญแล้วเราจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี ลุล่วงและประสบความสำเร็จ ไม่มีสิ่งร้าย ๆ เข้ามารบกวนในชีวิตของเรา เป็นพิธีกรรมที่ใช้ไล่ความทุกข์ต่าง ๆ เพื่อให้เราได้รับสิ่งที่มีความสุขมากขึ้น โดยปัจจุบันนี้เองพิธีนี้ก็ถูกใช้ทั้งในทางพุทธศาสนาและพิธีทางศาสนาพราหมณ์กันแล้วยังคงมีการสืบทอดพิธีที่ดีงามนี้กันอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่พิธีที่ดีงามนี้จะต้องถูกถ่ายทอดไม่สูญหายไปตามกาลเวลาให้ลูกหลานของเราได้เห็นถึงความงดงามในประเพณีเหล่านี้ ประเพณีที่บรรพบุรุษของเราคอยรักษาไว้ให้เรานั่นเอง