ดารา-เน็ตไอดอล ทำผิด ควรปล่อยผ่านจริงหรือ

ดาราเน็ตไอดอล ทำผิด ควรปล่อยผ่านจริงหรือ

หลายต่อหลายครั้งที่เหล่าดารา นักแสดง ผู้มีชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งเน็ตไอดอลที่เป็นที่รู้จักกันในสังคมออนไลน์ ได้สร้างเรื่องที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน สร้างปัญหาขึ้นมา หรือทำผิดกฎหมายก็ดี แต่ทว่า กลับได้รับความสงสารและความเห็นแกเห็นใจจากเหล่าผู้ที่ชื่นชอบหรือแฟนคลับอยู่เสมอ ดังมีตัวอย่างเกิดขึ้นอยู่มากมาย โดยที่ผู้ที่ชื่นชอบในตัวบุคคลผู้ชื่อเสียงเหล่านั้นมักจะหาเหตุผลดีๆ หรือสรรหาพฤติกรรมด้านที่ดีๆ ของผู้มีชื่อเสียงนั้นมาพยายามกลบจุดที่ทำผิดไป แล้วแกล้งไม่สนใจ ทำเป็นลืมข้อผิดพลาดข้อนั้นไปเลยก็มี ดังมีกรณีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย ยกตัวอย่างดังกรณีของผู้มีชื่อเสียงดังต่อไปนี้

กรณีนางเอกสาวชื่อดัง ผู้เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทิตา ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทและเหตุการณ์ครั้งนั้นถูกการบันทึกภาพและวิดีโอเอาไว้ด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นผู้คนจำนวนมากต่างเข้าข้างเธอโดยไม่ใส่ใจถึงคำให้การของฝ่ายตรงข้ามเลย โดยยกเพียงแต่ว่าเธอเป็นคนดี เป็นคนกตัญญู ทำผิดพลาดไปบ้างก็ไม่เป็นไร ดังนี้เป็นต้น

กรณีดาราวัยรุ่นชื่อดัง ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดประเภทหนึ่งก็เช่นกัน เมื่อมีภาพถ่ายหลุดออกมาสู่สาธารณะ เหล่าผู้ที่ชื่นชอบหรือเหล่าแฟนคลับก็ต่างมองว่าเธอยังเด็ก นั่นเป็นความผิดครั้งแรก เธอจึงไม่สมควรได้รับโทษทางกฎหมายแต่อย่างใด

และกรณีสาวสวยเน็ตไปดอลคนล่าสุดก็เช่นกัน จากรายงานข่าวพบว่าเธอซิ่งรถหรูชนรถคันอื่นๆ เสียหายไปกว่า 9 คัน โดยตัวเธอเองก็ได้รับบาดเจ็บอยู่ด้วย ในกรณีนี้ บ้างก็มีการสันนิษฐานว่าเธอมีอาการทางประสาทอยู่ด้วย ส่งผลให้เหล่าผู้ที่ชื่นชอบในตัวเน็ตไอดอลต่างพากันหาเหตุผลต่างๆ นานามาเพื่อการันดีว่าเธอเป็นคนดี เธอไม่สมควรได้รับโทษอีกตามเคย

อย่างไรก็ดี การให้โอกาสผู้อื่นแก้ตัวหรือเริ่มต้นใหม่จากความผิดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรให้โอกาสอย่างมีสติ ไม่ควรยกยอหรือให้โอกาสบ่อยจนเกินไปจนอาจทำให้บุคคลเหล่านั้นเกิดความไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกสำนึกถึงความผิดพลาดที่พวกเขาได้กระทำลงไป และอาจจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เดิมนั้นซ้ำๆ อยู่ร่ำไป ไม่เกิดการแก้ไขหรือปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น และจงอย่าลืมว่าพวกเขาอยู่ในที่สาธารณะ พวกเขาเป็นแบบอย่างแก่บุคคลที่ชื่นชอบและเยาวชนโดยทั่วไปอยู่แล้ว หากบุคคลเหล่านี้ประพฤติปฏิบัติตนแต่ในทางที่ดี เยาวชนโดยมากก็อาจจะดีตามไปด้วย แต่แน่นอนว่าหากพวกเขาประพฤติในทางไม่ดี เยาวชนก็อาจนำไปใช้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อไปด้วย

กล้องวงจรปิดบูมรับสนข.- บชน.ชวนเอกชนติดตั้งจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร

กล้องวงจรปิดบูมรับสนข.- บชน.ชวนเอกชนติดตั้งจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร

หลายวันมานี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีแนวคิดที่จะชักชวนภาคเอกชนมาลงทุนเพื่อติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อจับรถที่ฝ่าฝืนกฎจราจร โดยให้ลงทุนในการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการบำรุงรักษาอุปกรณ์ โดยทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จะแบ่งส่วนแบ่งจากค่าปรับที่ได้จากการใช้กล้องให้กับทางเอกชน เพื่อให้มีจำนวนกล้องครอบคลุมทุกพื้นที่มากขึ้น ทำให้มีผู้ปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น ซึ่งจะดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินกิจการภายในของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ คล้ายๆ กรณีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ให้เอกชนร่วมทุนสร้างทางพิเศษแล้ว ทาง กทพ.ก็จ่ายเงินส่วนแบ่งค่าผ่านทางคืนให้ตามสัดส่วนที่ได้ทำสัญญาไว้

และอาจต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ ในเบื้องต้นได้หารือกับทาง บช.น.และกรุงเทพมหานคร  ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด ซึ่งคาดการณ์ว่าใน 2 เดือนจะได้ข้อสรุป ทั้ง สนข. จะหางบประมาณให้ บช.น.ไปศึกษาโครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท เมื่อศึกษาแล้วจะนำเข้าขออนุมัติโครงการเพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

กล้องวงจรปิดเชียงใหม่

CCTV Camera

สำหรับโครงการนี้ไม่ได้ทำให้อำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎจราจรเปลี่ยนไป โดยอำนาจการจับ – ปรับ บังคับใช้ตามกฎหมายยังคงเป็นของตำรวจเช่นเดิม ด้านเอกชนที่ลงทุนติดตั้งกล้องจะเป็นเพียงผู้ที่นำหลักฐานผู้ที่กระทำผิดมาให้ตำรวจเท่านั้น

ในการประกวดราคาต้องมีการศึกษาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ โดยมีรายละเอียดว่าเอกชนที่เข้ามาร่วมลงทุนต้องดูแลรักษาให้อุปกรณ์ใช้งานได้ระยะเวลากี่ปี และจะมีสัดส่วนในการจ่ายส่วนแบ่งค่าปรับเท่าไร จึงจะเหมาะสมและไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนมากเกินไป และเชื่อว่าจะมีรายได้จากค่าปรับมากขึ้น เพราะกล้องสามารถจับผู้กระทำผิดกฏจราจรได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กล้องวงจรปิด

สนข. จะพิจารณาติดกล้องวงจรปิดในทุกข้อหาที่กล้องจับได้ อาทิ รถฝ่าไฟแดง รถปาดเส้นทึบ เบียดแทรกคอสะพาน หรือ ทางร่วมทางแยก ฯลฯ ซึ่งหากโครงการนี้ผ่านครม.จะสามารถนำไปใช้กวดขันวินัยจราจรได้ทั่วประเทศ ไม่เพียงเฉพาะการบังคับใช้ในกรุงเทพเท่านั้น และยังสามารถขยายพื้นที่ติดกล้องได้เร็วกว่าการรองบประมาณติดตั้ง โดยหวังว่า สนข. และ บช.น. จะคัดเลือกเอกชนในการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม และใช้งานได้จริง อีกทั้งไม่มีการกำหนดหรือล็อคสเปก และคงไม่ติดตั้งหลอกๆ มีเพียงกล่องเปล่า โดยไม่มีกล้องจริงๆเหมือนกทม.

ดังนั้น เห็นได้ว่ากล้องวงจรปิดและระบบที่ใช้ติดตั้งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการที่ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือสาธารณะ การใช้ในวงการธุรกิจ โดยเฉพาะการใช้เพื่อป้องกันภัยอันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้น หรือใช้ตรวจสอบภาพย้อนหลังเพื่อจับภาพโจรที่มาลักขโมยสิ่งของมีค่า ทุกวันนี้ ธุรกิจกล้องวงจรปิดขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะซบเซาหรือเจริญรุ่งเรืองสนข. และ บช.น.จะมีการจัดจ้างให้เอกชนติดกล้องวงจรปิด เพื่อนำมาจับรถยนต์ที่ขับขี่ฝ่าฝืนกฎจราจรในทั่วประเทศก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว

กล้องเฝ้าระวัง

ตอนนี้จึงต้องมาทำความรู้จักกับกล้องวงจรปิดกันว่าคืออะไร และมีกี่ประเภท อะไรกันบ้าง มีวิธีในการเลือกกล้องอย่างไร นั่นคือ ระบบกล้องวงจรปิด เป็นการส่งสัญญาณภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งตามสถานที่หรือที่ต่างๆ ไปยังส่วนที่รับภาพหรือจอ Monitor  ซึ่งอยู่คนละที่กับกล้องวงจรปิด

สำหรับชุดติดตั้งกล้องวงจรปิดรวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในระบบกล้องวงจรปิด เช่น

  1. 1. กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)

2.เลนส์ของกล้องวงจรปิด

  1. 3. เครื่องบันทึกภาพแบบกล้องวงจรปิด (DVR )
  2. 4. จอภาพ (TV หรือ LCD Monitor ก็ได้)
  3. 5. กล่องที่ใช้ครอบกล้องวงจรปิดทั้งแบบภายในและภายนอกอาคาร
  4. 6. กล่องควบคุมการทำงานของกล้องวงจรปิด
  5. 7. สายสัญญาณภาพสำหรับเดินสายให้กับกล้องวงจรปิด
  6. 8. และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สายไฟ, รีโมทคอนโทรล แบบ IP Checker สำหรับดูกล้องวงจรปิดทางออนไลน์, มือถือแบบระบบปฏิบัติการ IOS หรือ Android พร้อมทั้งแอพพลิเคชั่น

หากถามว่ากล้องวงจรปิดมีแบบใดบ้าง ก็คงตอบลำบาก เพราะปัจจุบัน กล้องวงจรปิดมีหลากหลาย เช่น กล้องวงจรปิดแบบมาตรฐาน ซึ่งใช้ในการติดตั้งในทุกๆสถานที่ เหมาะกับการใช้สำหรับป้องกันอาชญากรรมและตรวจดูเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งกล้องวงจรปิดแบบนี้ติดตั้งได้ง่าย ค่าบำรุงรักษาต่ำ, กล้องโดม กล่องประเภทมีการออกแบบให้กะทัดรัด รูปทรงโดมครึ่งวงกลมมีขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการติดตั้งภายในอาคาร สำนักงานโรงแรม คอนโด และธนาคารต่างๆ โดยนิยมติดตั้งบนฝ้าเพดาน แต่ไม่เหมาะกับการใช้ภายนอกอาคาร เพราะไม่ได้ออกแบบให้ป้องกันน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีกล้องวงจรปิดแบบอินฟาเรด เป็นกล้องวงจรปิดที่ใช้งานได้ทั้งกลางวัน – กลางคืน ในเวลากลางวันตัวกล้องจะมีแสงภาพเป็นภาพสี และเวลากลางคืนจะเปลี่ยนเป็นโหมดภาพขาว-ดำอัตโนมัติ เหมาะกับการใช้งานสถานที่ๆค่อนข้างมืดหรือมืดสนิท, กล้องวงจรปิดแบบแอบซ่อนเหมาะกับงานที่เป็นความลับและไม่ให้รู้ว่ามีกล้องติดอยู่ โดยกล้องจะมีขนาดเล็ก เช่น กล้องรูเข็ม กล้องหลอดไฟ หรือ กล้องกระจก, กล้องวงจรปิดแบบซูม กล้องวงจรปิดแบบ Bullet ฯลฯ

การติดตั้งกล้องวงจรปิด

ยี่ห้อที่มีให้เลือก ตัวอย่างเช่น Bosch, Panasonic, LG, JVC, Fujiko, Avtech, Samsung, Kenpro ,Pelco ซึ่งอาจจะเลือกจากโปรโมชั่นที่ผู้แทนจัดจำหน่ายจัดขึ้นในแต่ละช่วง หรือ อาจเลือกจากประเภทการใช้งานหรือสถานที่ที่ต้องใช้กล่องวงจรปิด อาทิ ตามแยกไฟแดง หน้าบ้านหรือภายในตัวบ้าน รวมทั้งติดตั้งในแต่ละชั้นของสำนักงานหรือตามคอนโดฯลฯ

โดยแต่ละบริษัทมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือ ต้องเลือกบริษัทหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีช่างชำนาญหรือมีประสบการณ์ในการช่วยติดตั้งให้จะ ดีกว่าการซื้อแล้วมาติดตั้งเอง

บริษัทที่จำหน่ายส่วนใหญ่จะมีการรับประกัน และมีบริการหลังการขายให้ด้วยในระยะเวลาที่นานพอสมควร และหากเราติดตั้งกล้องวงจรปิดโดยขาดความรู้และไม่มีเทคนิคในการติดตั้ง อาจทำให้เกิดอันตราย เช่น กรณีเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟไหม้  ผู้ที่จะติดตั้งกล้องเองจึงห้ามประมาทโดยเด็ดขา

รู้จัก ประเพณีแห่นางแมว

รู้จัก ประเพณีแห่นางแมว

ประเพณีแห่นางแมวเป็นประเพณีของชาวอีสาน ที่จัดขึ้นเพื่อขอฝน เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาชาวไร่ ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำจำนวนมากในการเพาะปลูก ดังนั้นหากฝนที่เคยตกตามฤดูกาลไม่ตก ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวเกษตรกร จึงได้มีพิธีนี้ขึ้นมา เพื่อขอฝน

คนไทยเชื่อว่าฝนตกลงมาเพราะเทวดา เมื่อฝนไม่ตกเราจึงทำพิธีขอฝนจากเทวดา โดยในพิธีมีขบวนแห่นั้น จะนำแมวสีสวาท ซึ่งมีความเชื่อว่าให้ใช้สัตว์ที่มีสีเดียวกับเมฆ และคนไทยยังเชื่ออีกว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ จึงจะทำให้ฝนตกลงมาได้  ในขบวนแห่ผู้หญิงที่เข้าร่วมพิธีแห่ต้องผัดหน้าขาว ทัดดอกไม้ดอกโต ๆ ร่วมกันร้องรำทำเพลงที่สนุกสนานเฮฮา

สิ่งที่ต้องใช้ในการเดินขบวนมีดังนี้

  1. แมวสีสวาทหรือแมวสีดำ 2. กระบุง กะทอหรือเข่งที่มีฝาปิด  3. ดอกไม้ 5 คู่   4. เทียน 5 คู่   5. ไม้สำหรับหาม

การแห่นางแมวนั้นจะให้คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน แต่งตัวสวยงาม เมื่อได้เวลาพลบค่ำก็เริ่มขบวน แห่ โดยก่อนการแห่ต้องให้ผู้เฒ่าพูดกับแมวขณะเอาลงกะทอว่า นางแมวเอย …นางแมวขอฟ้าขอฝน ให้ตกลงมาด้วย นะ จากนั้นจึงเดินขบวนไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อให้เจ้าของบ้านทุกบ้านสาดน้ำให้แมวร้อง เพราะเมื่อแมวร้อง แล้วฝนจะตกลงมา ซึ่งประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เก่าแกมาช้านาน ปัจจุบันไมค่อยมีให้เห็นกันแล้ว นับว่าเป็นประเพณีที่ หาได้ยาก และเริ่มเลือนหายไปจากชาวไทยแล้ว  และถ้าที่ไหนยังคงมีประเพณีนี้ก็ขอให้มีสืบต่อไป เพื่อให้ ลูกหลานได้รู้จักประเพณีไทยที่เก่าแก่เช่นนี้ต่อไป

ดังนั้นแล้ว หากใครที่อยากจะสัมผัสประเพณีที่ปัจจุบันนับว่าหาได้ยากแล้ว เราแนะนำให้มาตาม แถบหมู่บ้านอีสานในช่วงหน้าแล้ง เพราะชาวบ้านจะเริ่มทำพิธีแห่นางแมว  รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอความกรุณาทุกท่านช่วยกฏระเบียบ ขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด อะไรที่เป็นข้อห้าม กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามก็อย่าไปละเมิด เพราะนั้นเท่ากับว่าคุณกำลังไม่ให้เกียรติสถานที่   และพิธีนั้นๆอยู่  ยังไงก็ช่วยๆกันอนุรักษ์และรักษาประเพณีที่ดีงามเหล่านั้นเอาไว้ ก็ไม่เสียหาย จริงมั้ย

หันมาเที่ยวไทย จับจ่ายใช้สอย รับรองว่าในประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมาก ประเพณีที่น่าค้นหาอีกเยอะ ที่คุณยังไม่ได้ไปสัมผัส รับรองเลยว่าสวยงามตระการตาไม่แพ้ต่างประเทศแน่นอน  และที่สำคัญเมื่อไปแล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดคนรอบข้างกันด้วยนะ

 

วัฒนธรรมทานหมากพลู

วัฒนธรรมทานหมากพลู

ในอดีตการทานหมากถือวัฒนธรรมการกินหรือแฟชั่นของหนุ่มสาวสมัยนั้น ด้วยความเชื่อว่า คนที่มีฟันดำหมายถึง คนหล่อ คนงาม  อีกทั้งการเคี้ยวหมากยังช่วยสร้างความเพลิดเพลิน วันไหนที่ไม่ได้เคี้ยวหมากก็จะพาลให้หมดเรี่ยวหมดแรงไปซะยังงั้น นั่งง่วงง่าวหาวนอนกันไปเลย แต่สมันนี้คนที่นิยมกินหมากจะเหลือแค่ในหมู่ผู้สูงอายุ หรือใช้สำหรับของที่ใช้ในการประกอบพิธีสำคัญๆ อาทิ การตั้งพิธี การไหว้ศาลพระภูมิ การทำขวัญหรือสู่ขวัญเท่านั้น

สมัยนั้น ใครๆ ต่างก็มีหมากพลูเอาไว้ติดตัวเสมอ  พกติดตัวไปไหนมาไหนกันแทบทุกคน หากอยากทานหมากพลูเมื่อไรก็หยิบขึ้นมาได้เลย หรือยื่นให้เพื่อนเคี้ยวด้วยกันยิ่งสนุก นอกจากนั้น หมากพลูในอดีตจึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพนับถือ มิตรภาพ  เห็นได้จากภาพวาดที่ฝาผนังวัดโบราณๆต่างๆ จะเห็นภาพของผู้คนมากมายนั่งล้อมกันทานหมากพลู  หรือนิยมใช้ประกอบในพิธีสำคัญๆ แม้แต่สถาบันกษัตริย์เอง ก็มีเครื่องใส่หมากพลูอยู่ด้วยในเครื่องบรมราชาภิเษก จึงอาจกล่าวได้ว่า หมากพลูนั้นเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นที่นิยมชมชอบของชนชั้นสูงไล่ไปจนถึงประชาชนคนธรรมดาเลย

เชี่ยนหมากหรือที่ใส่หมากพลู ในอดีตเปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้ต้อนรับแขก ใครไปใครมาเจ้าของบ้านก็จะต้องหยิบยื่นหมากพลูที่ม้วนไว้ให้ หากเป็นผู้มีอาวุโสกว่า แต่ถ้าแขกมีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่าจะนิยมยื่นเชี่ยนหมากให้แทน นับเป็นการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่างเจ้าของบ้านกับแขกเป็นอย่างดี

อีกประการคือ เชี่ยนหมากใช้เป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม ยศถาบรรดาศักดิ์สูงของคนนั้นๆว่ามียศสูงแค่ไหน หากใครสงสัยก็ดูได้จากวัสดุที่ทำเชียนหมาก หากเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจะเป็นเชี่ยนหมากไม้ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่หากมีตำแหน่งใหญ่โต เชี่ยนหมากมักจะทำจากไม้แกะสลัก  ทองเหลือง   เงิน แต่ถ้าชนชั้นกษัตริย์ก็จะนิยมเป็นทองคำแทน

วิธีการจีบหมากพลูในสมัยก่อน  เริ่มจากตักปูนออกจากเต้าปูน แล้วป้ายลงบนใบพลู ตามด้วยชิ้น  หมากบางๆ จะเป็นหมากสด หมากแห้งก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน  หลังจากนั้นมวนใบพลูให้เป็นรูป  กรวยเล็กๆ แล้วเอาใส่ปากเคี้ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำหมากจืด หมดรสชาติจึงคายทิ้งแล้วมวนใหม่ทำแบบเดิม เรียกว่าเพลิดเพลินกันไม่น้อยเลย

แต่แล้ววัฒนธรรมการกินหมากของไทยก็ถูกสั่งห้ามสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม  โดยมีการประกาศห้ามขายหมากพลู  เนื่องจากต่างชาติมองว่าการกินหมากจนปากแดง ดูเลอะเทอะ ไม่สุภาพ เป็นภาพที่ไม่งามตา  รัฐบาลจึงต้องการให้ต่างชาติมองว่าสยามของเรา มีความเป็นอารยะชน จึงได้ประกาศห้ามกินหมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ของที่ต้องใช้ในพิธีเบิกบายศรี

พิธีบายศรีนั้นมีขั้นตอนที่ค่อนข้างจะยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว ตั้งแต่การเตรียมการและเตรียมสิ่งของในพิธีกรรมต่าง ๆ การทำตัวบายศรีเองก็ยุ่งยากกันไม่น้อยเลย และพิธีเบิกบายศรีก้เช่นกัน สำหรับใครที่จะทำพิธีเบิกบายศรี แล้วอาจสับสนของที่ต้องเตรียม เพราะค่อนข้างที่จะต้แงเตรียมอุปกรณืมากมายเลยสำหรับการทำพิธี บทความนี้จะสามารถช่วยท่านเตรียของที่ต้องใช้ในพิธีบายศรีได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามอ่านกันได้ที่ด้านล่างนี้กันเลย

บายศรี-27gif

สิ่งของจำเป็นที่ต้องเตรียมเพื่อการทำพิธีเบิกบายศรีมี ดังนี้

  • ขันไว้สำหรับใส่น้ำมนต์
  • ขันไว้สำหรับใส่ชข้าวสาร
  • มะพร้าอ่อน 1 ผล
  • กล้วย
  • ผลไม้ชนิดอื่น ๆ
  • ขนมต้มแดง ขนมต้มขาวและขนมทอง
  • แว่นเทียนกับเทียนแท้
  • ธูปหอม
  • ไฟแช็ค
  • หมาก ๙ ลูก
  • ใบพลู ๙ ใบ
  • สำรับที่จัดไว้โดยมีหมาก พลูและยาสูบพร้อมเอาไว้
  • ข้าวตอกและดอกไว้ไว้เพื่อใช้สำหรับการโปรย
  • มีดใช้ปอกมะพร้าว
  • ช้อนตักขนมหวาน
  • แป้งเจิม
  • น้ำเปล่า ๒ ชุด ชุดหนึ่งไว้เพื่อถวายครู แลอีกชุดนั้นเตียมไว้เพื่อเจ้าพิธี

สำหรับสิ่งของจำเป็นทั้ง ๑๗ ข้อด้านบนก็เป็นสิ่งของที่ทำให้พิธีดำเนินไปได้ถูกต้องไม่สดุดแล้ว ถือเป็นสิ่งของหลักในงานพิธีเบิกบายศรี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับในบางที่หรือบางพิธีอาจมีความแตกต่างกันออกไป อาจจะต้องมีการเพิ่มสิ่งของบางอย่างเข้ามาอีก แต่โดยรวมเพียง ๑๗ อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นก็น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ตามพิธีแล้ว

ส่วนตำแหน่งของสิ่งของจำเป็นของพิธีเบิกบายศรีที่กล่าวไปแล้วถึง ๑๗ อย่างนั้นควรจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่อยู่ด้านหน้าของตัวบายศรีหลักในพิธีเบิกบายศรี ส่วนตัวขันที่เอาไว้ใส่ข้าวสารเองก็มีไว้เพื่อการนำไว้ปักธูปหอม เทียนแท้ แว่นเทียนและการใส่ของปลุกเสกต่าง ๆ ขันสำหรับใส่น้ำมนต์ก็เอาไว้เพื่อใส่น้ำมนต์ที่จะต้องนำมาพรมในพิธีเบิกบายศรีนี้ ส่วนใบพลูนั้น จะเอามาเพื่อจุ่มน้ำมนต์จะได้เอาไปพรมน้ำมนต์ได้ทั่ว เอาไว้ดับไฟอย่างเทียนหรืออาจเป็นกรณีที่คาดฝันเกิดขึ้นเช่น บายศรีใหม้จะได้ใช้ใบพลูนี้ช่วยดับไฟลงได้ก่อนจะลุกลามเสียหายใหญ่โต

การเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับพิธีเบิกบายศรีนั้นช่วยให้ผู้ทำพิธีทำพิธีได้อย่างลื่นไหลและไม่สดุด ทำให้พิธีเบิกบายศรีนั้นส่งผลที่ดีต่อผู้เข้าร่วมพิธีได้ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลเหล่านี้ให้ดีและเพรียบพร้อมไม่ว่าจะทั้งการสืบค้น เสาะหาข้อมูลจากตัวบุคคลที่รู้จักและมีประสบการณ์มากมาย ทั้งจากอินเทอร์เน็ตเองก็ส่งผลดีให้ผู้จัดเตรียมได้ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

ความหมายของชั้นบายศรี

เรามักจะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของบายศรีที่จะใช้สำหรับในพิธีกรรมต่าง ๆ ว่าแต่ละพิธีนั้นพานบายศรีเองจะมีจำนวนชั้นที่มีความแตกต่างกัน จริง ๆ แล้วจำนวนชั้นของพานบายศรีนั้นก็มีความหมายสื่อมาหลายอย่างทีเดียว เวาลาจะทำพานบายศรีคนทำพานบายศรีเองจึงต้องศึกษาและรู้จักว่าเจ้าของขวัญนั้นเป็นใคร และเป็นอย่างไร ลักษณะของพิธีเป็นอย่างไร สำหรับที่กำลังสงสัยว่าพานบายศรีที่มีจำนวนชั้นที่แตกต่างกันนั้นมีความหมายอย่างไรหรือใครก็ตามที่กำลังหาความรู้ว่าควรทำพานบายศรีให้มีกี่ชั้นดีสามารถหาข้อมูลได้ตามด้านล่างนี้เลย

 พานบายศรี 3 ชั้น

        สำหรับตัวพานบานศรีที่มี 3 ชั้นนั้นจะแสดงถึงการเคารพตัวแทนศาสนา ถ้าเป็นในศาสนาพุทธนั้นจะเป็นการแสดงถึงการเคารพพระรัตนตรัยทั้ง 3 ซึ่งก็ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นั่นเอง แต่ถ้าในศาสนาพราหมณ์ก็จะเป็นการแสดงถึงการเคารพถึงเทพเจ้าทั้ง 3 ของศาสนาฮินดู คือ พระศิวะ พระนารายณ์และพระพรหมนั่นเอง

พานบายศรี 5 ชั้น

       สำหรับตัวพานบายศรีที่มี 5 ชั้น จะเป็นพานบายศรีที่มีการระลึกถึง ขันธ์ 5 หรือที่เรียกกันว่า เบญจขันธ์ ซึ่งก็ได้แก่  รูป เวทนา สังขาร สัญญา และวิญญาณ นั่นเอง

พานบายศรี 7 ชั้น

      สำหรับตัวพานบายศรีที่มี 7 ชั้น จะเป็นบายศรีที่ไว้เป็นเพื่อการระลึกถึง โพชฌงค์ 7 ซึ่งก็คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้นั่นเอง โดยโพชฌงค์ 7 ประกอบไปด้วย สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา กล่าวว่าจะตรัสรู้ได้นั้นก็ต้องมีองค์ประกอบทั้ง 7 เหล่านี้

พานบายศรี 9 ชั้น

         สำหรับตัวพานบายศรีทีทมี 9 ชั้นนี้มักเชื่อกันว่าจะเป็นมงคลสูงที่สุดแล้ว เพราะถือเคล็ดที่ว่าเลข 9 เป็นเลขมงคลที่จะแสดงถึงความก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน และเพื่อเป็นการแสดงถึงการระลึกถึงคุณของพระเจ้า 9 ประการหรือที่เรียกว่าพุทธคุณ 9 นั่นเอง ซึ่งพุทธคุณ 9 นี้ก็ได้ประกอบไปด้วย อรหัง, สัมมาสัมพุทโธ ,วิชชา จรณสัมปันโน ,สุคโต ,โลกวิทู ,อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ ,สัตถา เทวมนุสสานัง ,พุธโธ และภคว นั่นเอง

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นกันแล้วว่าตัวบายศรีเองนั้นมีจำนวนชั้นที่ไม่แน่นอน การใช้งานในพิธีที่แตกต่างกันทำให้ต้องใช้บายศรีคนละประเภทแม้บางงานอาจจะใช้บายศรีที่เป็นประเภทเดียวกันได้ แต่จำนวนชั้นก็อาจจะไม่เท่ากันอีกก็ได้ อย่างไรก็ตามบายศรีที่มีจำนวนชั้นมากกว่า 9 ชั้นก็มีอยู่เช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีปรากฎให้เห็นโดยทั่วไปกันมากนัก ซึ่งก็แล้วแต่การประดิษฐ์และความหมายของบายศรีที่ต้องการจะสื่อด้วยนั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของพิธีบายศรีสู่ขวัญ

วัฒนธรรมบายศรีนั้นมีมายาวนานแล้ว โดยถูกสืบทอดมาอย่างยาวนานแบบรุ่นสู่รุ่น แต่จุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถที่จะติดตามได้ที่บทความนี้เลย

ในอดีตได้มีการเล่าขานกันว่าพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมิได้เป็นคนนำประเพณีบายศรีนี้เข้าสู่ประเทศของเรา มีหลักฐานเป็นหนังสือในสมัยพระเจ้าอู่ทองได้มีการเขียนถึงบายศรีไว้ โดยมีใจความประมาณว่า บายนั้นมีความหมายว่าข้าวในภาษาเขมร ข้าวขวัญ คือ ข้าวที่มีการปรุงอย่างดี เหมาะแก่การบูชาเทวดาทั้งหลาย สำหรับบายศรีนัน้ จะมีความเชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมที่มีการเรียกเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในการเป็นสักขีพยานในพิธี และมักเชื่อกันว่าข้าวที่มีสีสะดุดตาจะดึงดูดเทวดา เวลาทำพิธีจึงมักมีกี่ย้อมสีข้ามตามองค์เทวดาทั้งหลายด้วยนั่นเอง นอกจากจะเป็นพิธีที่เชื่อกันว่าจะนำพาแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต อย่างเช่นเทวดาด้วยแล้วนั้น ยังมีความเชื่อกันอีกด้วยว่าจะมีการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้ออกไป จากการสังเกตุถึงประเพณีต่าง ๆ ได้พบว่าประเพณีบายศรีสู่ขวัญในประเทศไทยนั้นมีความคล้ายคลึงทีเดียวกับประเพณีทางทมิฬ ทั้งในเรื่องของจุดประสงค์ของการทำพิธีกรรม สิ่งของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่จัดใส่ในพานบายศรี การตกแต่บายศรีต่าง ๆ นี่จึงเป็นข้อสัณนิษฐานที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พิธีบายศรีสู่ขวัญนี้เราได้รับมาจากพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมินั่นเอง แต่ในไทยเองนั้นก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตกแต่งพานบายศรีให้เป็นงานประดิษฐ์จากวัสดุทางธรรมชาติโดยประยุกเข้ากับศิลปะในไทยมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันนั้นก็ยังคงมีการสืบทอดประเพณีบายศรีสู่ขวัญนี้กันอยู่ให้เห็น เป็นความเชื่อที่ว่าทุกคนที่เกิดมาจะมีขวัญประจำตัว จึงต้องมีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญมา มักมีความเชื่อกันว่าเมื่อเรามีขวัญแล้วเราจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี ลุล่วงและประสบความสำเร็จ ไม่มีสิ่งร้าย ๆ เข้ามารบกวนในชีวิตของเรา เป็นพิธีกรรมที่ใช้ไล่ความทุกข์ต่าง ๆ เพื่อให้เราได้รับสิ่งที่มีความสุขมากขึ้น โดยปัจจุบันนี้เองพิธีนี้ก็ถูกใช้ทั้งในทางพุทธศาสนาและพิธีทางศาสนาพราหมณ์กันแล้วยังคงมีการสืบทอดพิธีที่ดีงามนี้กันอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่พิธีที่ดีงามนี้จะต้องถูกถ่ายทอดไม่สูญหายไปตามกาลเวลาให้ลูกหลานของเราได้เห็นถึงความงดงามในประเพณีเหล่านี้ ประเพณีที่บรรพบุรุษของเราคอยรักษาไว้ให้เรานั่นเอง