ของที่ต้องใช้ในพิธีเบิกบายศรี

พิธีบายศรีนั้นมีขั้นตอนที่ค่อนข้างจะยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว ตั้งแต่การเตรียมการและเตรียมสิ่งของในพิธีกรรมต่าง ๆ การทำตัวบายศรีเองก็ยุ่งยากกันไม่น้อยเลย และพิธีเบิกบายศรีก้เช่นกัน สำหรับใครที่จะทำพิธีเบิกบายศรี แล้วอาจสับสนของที่ต้องเตรียม เพราะค่อนข้างที่จะต้แงเตรียมอุปกรณืมากมายเลยสำหรับการทำพิธี บทความนี้จะสามารถช่วยท่านเตรียของที่ต้องใช้ในพิธีบายศรีได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามอ่านกันได้ที่ด้านล่างนี้กันเลย

สิ่งของจำเป็นที่ต้องเตรียมเพื่อการทำพิธีเบิกบายศรีมี ดังนี้

  • ขันไว้สำหรับใส่น้ำมนต์
  • ขันไว้สำหรับใส่ชข้าวสาร
  • มะพร้าอ่อน 1 ผล
  • กล้วย
  • ผลไม้ชนิดอื่น ๆ
  • ขนมต้มแดง ขนมต้มขาวและขนมทอง
  • แว่นเทียนกับเทียนแท้
  • ธูปหอม
  • ไฟแช็ค
  • หมาก ๙ ลูก
  • ใบพลู ๙ ใบ
  • สำรับที่จัดไว้โดยมีหมาก พลูและยาสูบพร้อมเอาไว้
  • ข้าวตอกและดอกไว้ไว้เพื่อใช้สำหรับการโปรย
  • มีดใช้ปอกมะพร้าว
  • ช้อนตักขนมหวาน
  • แป้งเจิม
  • น้ำเปล่า ๒ ชุด ชุดหนึ่งไว้เพื่อถวายครู แลอีกชุดนั้นเตียมไว้เพื่อเจ้าพิธี

สำหรับสิ่งของจำเป็นทั้ง ๑๗ ข้อด้านบนก็เป็นสิ่งของที่ทำให้พิธีดำเนินไปได้ถูกต้องไม่สดุดแล้ว ถือเป็นสิ่งของหลักในงานพิธีเบิกบายศรี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับในบางที่หรือบางพิธีอาจมีความแตกต่างกันออกไป อาจจะต้องมีการเพิ่มสิ่งของบางอย่างเข้ามาอีก แต่โดยรวมเพียง ๑๗ อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นก็น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ตามพิธีแล้ว

ส่วนตำแหน่งของสิ่งของจำเป็นของพิธีเบิกบายศรีที่กล่าวไปแล้วถึง ๑๗ อย่างนั้นควรจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่อยู่ด้านหน้าของตัวบายศรีหลักในพิธีเบิกบายศรี ส่วนตัวขันที่เอาไว้ใส่ข้าวสารเองก็มีไว้เพื่อการนำไว้ปักธูปหอม เทียนแท้ แว่นเทียนและการใส่ของปลุกเสกต่าง ๆ ขันสำหรับใส่น้ำมนต์ก็เอาไว้เพื่อใส่น้ำมนต์ที่จะต้องนำมาพรมในพิธีเบิกบายศรีนี้ ส่วนใบพลูนั้น จะเอามาเพื่อจุ่มน้ำมนต์จะได้เอาไปพรมน้ำมนต์ได้ทั่ว เอาไว้ดับไฟอย่างเทียนหรืออาจเป็นกรณีที่คาดฝันเกิดขึ้นเช่น บายศรีใหม้จะได้ใช้ใบพลูนี้ช่วยดับไฟลงได้ก่อนจะลุกลามเสียหายใหญ่โต

การเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับพิธีเบิกบายศรีนั้นช่วยให้ผู้ทำพิธีทำพิธีได้อย่างลื่นไหลและไม่สดุด ทำให้พิธีเบิกบายศรีนั้นส่งผลที่ดีต่อผู้เข้าร่วมพิธีได้ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลเหล่านี้ให้ดีและเพรียบพร้อมไม่ว่าจะทั้งการสืบค้น เสาะหาข้อมูลจากตัวบุคคลที่รู้จักและมีประสบการณ์มากมาย ทั้งจากอินเทอร์เน็ตเองก็ส่งผลดีให้ผู้จัดเตรียมได้ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

ความหมายของชั้นบายศรี

เรามักจะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของบายศรีที่จะใช้สำหรับในพิธีกรรมต่าง ๆ ว่าแต่ละพิธีนั้นพานบายศรีเองจะมีจำนวนชั้นที่มีความแตกต่างกัน จริง ๆ แล้วจำนวนชั้นของพานบายศรีนั้นก็มีความหมายสื่อมาหลายอย่างทีเดียว เวาลาจะทำพานบายศรีคนทำพานบายศรีเองจึงต้องศึกษาและรู้จักว่าเจ้าของขวัญนั้นเป็นใคร และเป็นอย่างไร ลักษณะของพิธีเป็นอย่างไร สำหรับที่กำลังสงสัยว่าพานบายศรีที่มีจำนวนชั้นที่แตกต่างกันนั้นมีความหมายอย่างไรหรือใครก็ตามที่กำลังหาความรู้ว่าควรทำพานบายศรีให้มีกี่ชั้นดีสามารถหาข้อมูลได้ตามด้านล่างนี้เลย

 พานบายศรี 3 ชั้น

        สำหรับตัวพานบานศรีที่มี 3 ชั้นนั้นจะแสดงถึงการเคารพตัวแทนศาสนา ถ้าเป็นในศาสนาพุทธนั้นจะเป็นการแสดงถึงการเคารพพระรัตนตรัยทั้ง 3 ซึ่งก็ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นั่นเอง แต่ถ้าในศาสนาพราหมณ์ก็จะเป็นการแสดงถึงการเคารพถึงเทพเจ้าทั้ง 3 ของศาสนาฮินดู คือ พระศิวะ พระนารายณ์และพระพรหมนั่นเอง

พานบายศรี 5 ชั้น

       สำหรับตัวพานบายศรีที่มี 5 ชั้น จะเป็นพานบายศรีที่มีการระลึกถึง ขันธ์ 5 หรือที่เรียกกันว่า เบญจขันธ์ ซึ่งก็ได้แก่  รูป เวทนา สังขาร สัญญา และวิญญาณ นั่นเอง

พานบายศรี 7 ชั้น

      สำหรับตัวพานบายศรีที่มี 7 ชั้น จะเป็นบายศรีที่ไว้เป็นเพื่อการระลึกถึง โพชฌงค์ 7 ซึ่งก็คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้นั่นเอง โดยโพชฌงค์ 7 ประกอบไปด้วย สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา กล่าวว่าจะตรัสรู้ได้นั้นก็ต้องมีองค์ประกอบทั้ง 7 เหล่านี้

พานบายศรี 9 ชั้น

         สำหรับตัวพานบายศรีทีทมี 9 ชั้นนี้มักเชื่อกันว่าจะเป็นมงคลสูงที่สุดแล้ว เพราะถือเคล็ดที่ว่าเลข 9 เป็นเลขมงคลที่จะแสดงถึงความก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน และเพื่อเป็นการแสดงถึงการระลึกถึงคุณของพระเจ้า 9 ประการหรือที่เรียกว่าพุทธคุณ 9 นั่นเอง ซึ่งพุทธคุณ 9 นี้ก็ได้ประกอบไปด้วย อรหัง, สัมมาสัมพุทโธ ,วิชชา จรณสัมปันโน ,สุคโต ,โลกวิทู ,อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ ,สัตถา เทวมนุสสานัง ,พุธโธ และภคว นั่นเอง

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นกันแล้วว่าตัวบายศรีเองนั้นมีจำนวนชั้นที่ไม่แน่นอน การใช้งานในพิธีที่แตกต่างกันทำให้ต้องใช้บายศรีคนละประเภทแม้บางงานอาจจะใช้บายศรีที่เป็นประเภทเดียวกันได้ แต่จำนวนชั้นก็อาจจะไม่เท่ากันอีกก็ได้ อย่างไรก็ตามบายศรีที่มีจำนวนชั้นมากกว่า 9 ชั้นก็มีอยู่เช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีปรากฎให้เห็นโดยทั่วไปกันมากนัก ซึ่งก็แล้วแต่การประดิษฐ์และความหมายของบายศรีที่ต้องการจะสื่อด้วยนั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของพิธีบายศรีสู่ขวัญ

วัฒนธรรมบายศรีนั้นมีมายาวนานแล้ว โดยถูกสืบทอดมาอย่างยาวนานแบบรุ่นสู่รุ่น แต่จุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถที่จะติดตามได้ที่บทความนี้เลย

ในอดีตได้มีการเล่าขานกันว่าพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมิได้เป็นคนนำประเพณีบายศรีนี้เข้าสู่ประเทศของเรา มีหลักฐานเป็นหนังสือในสมัยพระเจ้าอู่ทองได้มีการเขียนถึงบายศรีไว้ โดยมีใจความประมาณว่า บายนั้นมีความหมายว่าข้าวในภาษาเขมร ข้าวขวัญ คือ ข้าวที่มีการปรุงอย่างดี เหมาะแก่การบูชาเทวดาทั้งหลาย สำหรับบายศรีนัน้ จะมีความเชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมที่มีการเรียกเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในการเป็นสักขีพยานในพิธี และมักเชื่อกันว่าข้าวที่มีสีสะดุดตาจะดึงดูดเทวดา เวลาทำพิธีจึงมักมีกี่ย้อมสีข้ามตามองค์เทวดาทั้งหลายด้วยนั่นเอง นอกจากจะเป็นพิธีที่เชื่อกันว่าจะนำพาแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต อย่างเช่นเทวดาด้วยแล้วนั้น ยังมีความเชื่อกันอีกด้วยว่าจะมีการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้ออกไป จากการสังเกตุถึงประเพณีต่าง ๆ ได้พบว่าประเพณีบายศรีสู่ขวัญในประเทศไทยนั้นมีความคล้ายคลึงทีเดียวกับประเพณีทางทมิฬ ทั้งในเรื่องของจุดประสงค์ของการทำพิธีกรรม สิ่งของเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่จัดใส่ในพานบายศรี การตกแต่บายศรีต่าง ๆ นี่จึงเป็นข้อสัณนิษฐานที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พิธีบายศรีสู่ขวัญนี้เราได้รับมาจากพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมินั่นเอง แต่ในไทยเองนั้นก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตกแต่งพานบายศรีให้เป็นงานประดิษฐ์จากวัสดุทางธรรมชาติโดยประยุกเข้ากับศิลปะในไทยมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันนั้นก็ยังคงมีการสืบทอดประเพณีบายศรีสู่ขวัญนี้กันอยู่ให้เห็น เป็นความเชื่อที่ว่าทุกคนที่เกิดมาจะมีขวัญประจำตัว จึงต้องมีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญมา มักมีความเชื่อกันว่าเมื่อเรามีขวัญแล้วเราจะสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี ลุล่วงและประสบความสำเร็จ ไม่มีสิ่งร้าย ๆ เข้ามารบกวนในชีวิตของเรา เป็นพิธีกรรมที่ใช้ไล่ความทุกข์ต่าง ๆ เพื่อให้เราได้รับสิ่งที่มีความสุขมากขึ้น โดยปัจจุบันนี้เองพิธีนี้ก็ถูกใช้ทั้งในทางพุทธศาสนาและพิธีทางศาสนาพราหมณ์กันแล้วยังคงมีการสืบทอดพิธีที่ดีงามนี้กันอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่พิธีที่ดีงามนี้จะต้องถูกถ่ายทอดไม่สูญหายไปตามกาลเวลาให้ลูกหลานของเราได้เห็นถึงความงดงามในประเพณีเหล่านี้ ประเพณีที่บรรพบุรุษของเราคอยรักษาไว้ให้เรานั่นเอง